Research and Discussion Paper.

 

คนข้ามเพศในประเทศไทย: การยอมรับหรือการกดขี่

 

Sam Winter PhD.,

Associate Professor,

Division of Learning, Development and Diversity,

Faculty of Education,

University of Hong Kong

sjwinter@hku.hk

 

แปลเป็นภาษาไทยโดย

โกสุม โอมพรนุวัฒน์ (Kosum Omphornuwat)

k.omphornuwat@lboro.ac.uk

 

(uploaded March 2008)

 

ความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลระบุว่าตนมีเพศสถานะต่างไปจากเพศสรีระที่มีมาแต่กำเนิด ถือว่าเป็นประเด็นด้านความหลากหลายของมนุษย์ที่เป็นสากลและไร้กาลเวลา ในทุกยุคสมัยและในทุกวัฒนธรรมประกฎว่ามีบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างหลากหลายกันไป ในสังคมตะวันตก เราเรียกบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนี้ว่า transsexual บางครั้งเรียกว่า transgendered และเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า transpeople (คนข้ามเพศ) นอกจากนั้นยังมี transmen (ผู้ชายข้ามเพศ หรือ ผู้ที่เกิดมาเป็นหญิงแต่เติบโตขึ้นและระบุว่าตนเป็นชาย) และ transwomen (ผู้หญิงข้ามเพศ หรือ ผู้ที่เกิดมาเป็นชายแต่เติบโตและระบุว่าตนเป็นหญิง) ในสังคมต่างๆ ในปัจจุบัน บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นเหยื่อของอคติ การเลือกปฏิบัติ และการกดขี่เชิงระบบ เป็นที่น่าเสียใจว่ารัฐบาลและหน่วยงานของทางราชการไม่สามารถปกป้องบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จากการเลือกปฏิบัติและการกดขี่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นกลับเป็นผู้กระทำ เลือกปฏิบัติและกดขี่เสียเอง

 

ประเทศไทยมีชุมชนคนข้ามเพศ ขนาดใหญ่และหลากหลาย และเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีการยอมรับและอดทนต่อคนข้ามเพศนั้น ในบทความนี้ผมจะเชื่อมโยงถึงงานวิจัยของผมเกี่ยวกับคนข้ามเพศในประเทศไทยในช่วงแปดปีที่ผ่านมา และจะตรวจสอบสถานะของคนข้ามเพศในสังคมไทยในปัจจุบัน ผมมีข้อโต้แย้งว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีความอดทนต่อคนข้ามเพศในระดับหนึ่ง (ผู้ที่ถูกฆาตกรรมมีจำนวนน้อย) แต่สิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ยังถูกปฏิเสธอยู่

 

ก่อนอื่น ผมต้องขออภัย ขออธิบาย และขอสารภาพ ประการแรก ผมต้องขออภัยที่งานวิจัยของผมในประเทศไทยทั้งหมดเป็นเรื่องของผู้หญิงข้ามเพศ สำหรับผู้ชายข้ามเพศนั้น มีปรากฏน้อยกว่ามากและเข้าถึงได้ยากกว่ามาก (สำหรับผม) และผลก็คือทำวิจัยได้ยากกว่า ประการที่สอง ผมขออธิบายว่าในภาษาไทยมีคำใช้เรียกผู้หญิงข้ามเพศอยู่หลายคำ แต่ผมจะขอใช้คำว่า ผู้หญิงประเภทสอง เพราะผมมีความเห็นว่า คำว่าผู้หญิงประเภทสองในภาษาไทยนี้ มีความใกล้เคียงที่สุดและให้เกียรติที่สุด เมื่อใช้แทนคำว่า ผู้หญิงข้ามเพศ หรือ transgendered women (transwomen) ในภาษาอังกฤษ

 

ถึงตรงนี้เป็นการสารภาพ ผมจะกล่าวถึงประเด็นทางกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ ผมอ่านบทความ เกี่ยวกับกฎหมายในเรื่องของการเลือกปฏิบัติและสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก แต่ผมไม่ได้เรียนมาทางกฎหมาย ผมทราบดีว่าการพูดเรื่องกฎหมายต่อหน้าทนายความ ผมกำลังเอาคอขึ้นเขียง ไม่เป็นไร ผมจะได้จำไว้ว่าวันหน้าวันหลังอย่าได้ทำอย่างนี้อีก

 

มาเริ่มกันดีกว่า ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญากับสนธิสัญญาที่สำคัญสองฉบับซึ่งรับรองสิทธิส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สนธิสัญญาหลัก 2 ฉบับนี้ได้แก่ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights ICESCR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights ICCCR) สนธิสัญญาสองฉบับนี้ร่วมกันให้การรับรองสิทธิต่าง ๆ รวมไปถึงสิทธิของผู้ด้วยโอกาสและชนกลุ่มน้อย ในข้อ 2 ของสนธิสัญญาทั้งสองฉบับนี้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้รับประกันให้มีการใช้สิทธิ ซึ่งกำหนดไว้ในกติกาฉบับนี้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติชนิดใดๆ ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมืองหรือทางอื่นชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาดั้งเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น  คำว่า สถานะอื่น เป็นกุญแจสำคัญ ในความคิดเห็นของนักทำงานด้านสิทธิมนุษยชน สถานะอื่น นี้รวมไปถึงอัตลักษณ์ทางเพศวิถีและเพศสภาพ

 

การที่ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาสองฉบับนี้ (มิใช่เพียงแค่ลงนาม) ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับสนธิสัญญานั้น ประเทศไทยจึงนำหน้าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย นั่นคือ ประเทศไทยได้รับการยอมรับ แต่ก็จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการส่งเสริมและปกป้องสิทธิตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญานี้

 

สิทธิที่กล่าวถึงนี้ได้แก่สิทธิด้านใดบ้าง? ผมเสนอว่าสิทธิที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงประเภทสองน่าจะเป็นในเรื่องของ (ก) สิทธิที่จะทำงาน (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 6), (ข) สิทธิที่จะมีสมรสและมีครอบครัว (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 23 ย่อหน้า 2), () สิทธิที่จะมีความเป็นส่วนตัว (ข้อ 17 ย่อหน้า 1) และ (ง) สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก (ข้อ 19 ย่อหน้า 3) ผมเชื่อว่าได้มีการละเมิดสิทธิต่าง ๆ ที่ได้ระบุมานี้ในชีวิตประจำวัน แม้แต่ในประเทศไทยที่มีความอดทนต่อผู้หญิงประเภทสองก็ตาม

 

องค์ประกอบของอคติในสังคม

 

มีหลักฐานปรากฏว่ามีระดับของความมีอคติต่อผู้หญิงประเภทสองในสังคมไทย เมื่อปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2546 ผมได้ทำวิจัยร่วมกับ อาจารย์นงนุช โรจนเลิศ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และอาจารย์กุลธิดา มณีรัตน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับทัศนคติและความเชื่อของนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 216 คน ที่มีต่อ ผู้หญิงประเภทสอง ผลการวิจัยพบว่า มีอคติ (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1

 

และมีความเชื่อเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2

 

เป็นที่น่าสนใจว่า ข้อมูลร้อยละนี้ ได้มาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนหนุ่มสาว มีการศึกษาสูง และอาศัยอยู่ในเมือง ลองนึกไปว่าผลการวิจัยจะออกมาเป็นเช่นไรถ้าเราศึกษาผู้ที่มีการศึกษาน้อยกว่า อายุมากกว่า และอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด

 

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า ในการวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2545 เราพบว่า ร้อยละ 17 ของผู้หญิงประเภทสองเชื่อว่า สังคมไทยปฏิเสธผู้หญิงประเภทสอง (ปฏิบัติต่อผู้หญิงประเภทสองในทางลบ)

 

ณ จุดนี้ ผู้หญิงประเภทสองประสบปัญหา เกย์และเลสเบี้ยนในประเทศไทยมักเลือกที่จะเก็บเพศวิถีของตนเป็นเรื่องส่วนตัว และสังคมไทยก็เคารพต่อการตัดสินใจนั้น ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงประเภทสองไม่สามารถทำเช่นเดียวกันนี้ได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณนอนกับใคร แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าคุณคือใครและแสดงตัวตนของตัวเองอย่างไร ความเป็นผู้หญิงประเภทสองโดยลักษณะแล้วไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นได้ จริงที่ว่าผู้หญิงประเภทสองบางคนสามารถเข้าสังคมได้ โดยไม่มีใครมองว่าเธอเป็นผู้หญิงประเภทสอง ผู้หญิงประเภทสองบางคน ผ่าน ได้รับการยอมรับในฐานะว่าเป็นผู้หญิงจริง เป็นผู้หญิงประเภทสองที่รูปร่างหน้าตาดี และประพฤติตนเรียบร้อยตามมาตรฐานของหญิงไทยที่เหมาะสม ดังที่การวิจัยหลาย ๆ เรื่องชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงประเภทสองที่ได้รับการยอมรับนี้สามารถดำเนินชีวิตได้สะดวกกว่าผู้หญิงประเภทสองทั่ว ๆ ไป (โดยเฉพาะในบทความของ Andrew Matzner ใน ปีพ.ศ. 2544 เรื่อง ความซับซ้อนของการยอมรับ: ทัศนคติของนักศึกษาไทยต่อผู้หญิงประเภทสอง ตีพิมพ์ใน Crossroads: An interdisciplinary journal of South East Asian studies, 15(2), 71 93) แต่ผมมีความเห็นว่าสังคมไทยวางผู้หญิงประเภทสองไว้ห่าง ๆ และที่แย่ที่สุดคือ ผลักผู้หญิงประเภทสองออกไปยังชายขอบ   

 

ความเป็นส่วนตัว

 

ปัญหาอันเนื่องมาจากอคติพบได้ในกรณีของบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ว่าผู้หญิงประเภทสองจะระบุว่าตนเองเป็นหญิงและดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นผู้หญิงมาเป็นระยะเวลายาวนานเพียงใด ไม่ว่าเธอจะมีสรีระทางกายเป็นหญิงเพียงใด ไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้หญิงในสายตาของคนแปลกหน้ามากเพียงใด เธอก็ยังถือบัตรประจำตัวประชาชนที่ระบุว่าเธอเป็นเพศชาย (และเดินทางด้วยหนังสือเดินทางที่ระบุว่าเธอเป็นเพศชายเช่นกัน) เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงประเภทสองเปิดบัญชีธนาคาร สมัครงาน หรือประกอบธุรกรรมใด ๆ ก็ตามในชีวิตประจำวัน เธอจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน และเมื่อนั้นสถานภาพความเป็นคนข้ามเพศก็แสดงออกมา เธอถูกทำให้ต้องแสดงตนว่าเป็นเพศชาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสิทธิด้านความเป็นส่วนตัวของผู้หญิงประเภทสองจะได้รับการปกป้องได้อย่างไร ในความเป็นจริงแล้วหลาย ๆ ประเทศ (รวมทั้งประเทศในเอเชีย) ได้มีการรักษาสิทธิด้านความเป็นส่วนตัว โดยการที่ผู้หญิงประเภทสองสามารถมีเอกสารที่ตรงกับอัตลักษณ์ตัวตนที่เธอต้องการแสดง และสามารถแสดงเอกสารนั้นต่อผู้อื่นได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ระหว่างหว่างขาของเธอเมื่อเธอเกิดมา

 

นอกจากนั้นก็ยังมีประเด็นเรื่องการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหาร เมื่อผู้หญิงประเภทสองได้รับหมายเรียกและได้รับการยกเว้นอันเนื่องมาจากสรีระไม่ตรงกับเพศกำหนด เมื่อเธอสมัครงานและต้องแสดงเอกสารรับรองผลการคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร (สด.43) ต่อว่าที่นายจ้าง เธอจะต้องแสดงตนพร้อมด้วยเอกสารซึ่งระบุว่าเป็น โรคจิตถาวร

การจ้างงาน

 

ในเมื่อผู้หญิงประเภทสองถือบัตรประจำตัวประชาชนที่ระบุว่าเป็นเพศชาย และเอกสารรับรองผลการคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร ก็ระบุว่าเธอเป็น โรคจิตถาวร จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า ผู้หญิงประเภทสองหางานดี ๆ ทำได้ยาก ทั้ง ๆ ที่มีการศึกษาและความสามารถ สิ่งที่ผมได้ยินจนชินตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมาจากปากของผู้หญิงประเภทสองก็คือ เราหางานดี ๆ ทำไม่ได้ ผู้หญิงประเภทสองบางคนบอกผมว่า เธอไม่สนใจที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเพราะรู้อยู่ว่าการศึกษาของตนจะไร้ประโยชน์ ส่วนผู้หญิงประเภทสองที่เรียนจนจบมหาวิทยาลัยก็มักจะได้งานที่อยู่เบื้องหลัง ที่ไม่ต้องติดต่องานพบปะกับลูกค้า ในงานวิจัยที่ผมทำร่วมกับ Liselot Vink เมื่อปี พ.ศ. 2548 พบว่า ผู้หญิงประเภทสองจำนวนหนึ่งจากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงประเภทสอง จำนวน 225 คน เชื่อว่าอัตลักษณ์ทางเพศของตนส่งผลเสียต่อโอกาสในการได้รับการจ้างงาน (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 3

 

กล่าวคือ ในการวิจัยครั้งนั้น เราพบกลุ่มตัวอย่าง ผู้หญิงประเภทสองส่วนใหญ่ ในสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษา แล้วใช้เครือข่ายทางสังคมในการเข้าถึงคนอื่น ๆ เราเชื่อว่ายังมีผู้หญิงประเภทสองที่ไม่ได้รับการจ้างงานอีกเป็นจำนวนมาก ที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ ที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเครือข่ายทางสังคมผู้หญิงประเภทสอง และมีผู้หญิงประเภทสองที่มาจากต่างจังหวัดอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถหางานทำได้ และกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว โดยไม่ได้มีรายได้ประจำ เราเชื่อว่าด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ในการวิจัยเมื่อปีพ.ศ. 2548 เราไม่สามารถเข้าถึงผู้หญิงประเภทสองที่ไม่ได้รับการจ้างงาน ถ้าเราสามารถเข้าถึงได้ ตัวเลขร้อยละที่แสดงในตารางที่ 3 คงสูงกว่านี้มาก

 

กล่าวคือ ในจำนวนกลุ่มตัวผู้หญิงประเภทสอง เราพบว่ามีเพียงไม่กี่คนที่เป็นนักวิชาชีพหรือเป็นพนักงานบริษัท ทั้ง ๆ ที่ ผู้หญิงประเภทสองหลาย ๆ คนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ในทางตรงกันข้าม เราพบสิ่งที่เรียกว่า การจ้างงานแบบ อัตคัด  การจ้างงานแบบ อัตคัด นี้ ผมหมายความถึง อาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงประเภทสองได้เลือกทำนั้นจำกัดอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ เช่น เสริมสวย การแสดงคาบาเรต์ และธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องอาศัยการสัมภาษณ์งาน และที่ไม่น่าแปลกใจคือเราพบว่าบางคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายบริการทางเพศ เราเชื่อว่าบางคนได้ถูกผลักและถูกดันให้เข้าสู่อาชีพขายบริการทางเพศ ในขณะที่หลาย ๆ คนทำเพื่อเงิน (เพื่อดูแลพ่อแม่และญาติพี่น้อง หรือเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมและรับฮอร์โมน) เพื่อให้มีสังคมเพื่อนฝูง เพื่อโอกาสที่จะได้พบกับคู่ชีวิต และ/หรือ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศของตน แต่ก็มีหลาย ๆ คนเช่นกันที่ถูกผลักให้เข้าสู่อาชีพขายบริการทางเพศเพราะขาดช่องทางในการประกอบอาชีพอื่น

ผมเชื่อว่าความยากลำบากที่ผู้หญิงประเภทสองต้องเชิญอยู่ในการที่จะมีอาชีพการงานที่มั่นคงและเหมาะสม เป็นการลดทอนสิทธิที่จะทำงานซึ่งได้รับการรับรองใน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาอยู่

 

การสมรสและมีครอบครัว

 

ผู้หญิงประเภทสองถือบัตรประจำตัวประชาชนที่ระบุว่าเป็นเพศชาย ในทางกฎหมายแล้วถือว่าเธอเป็นเพศชาย โดยไม่คำนึงว่าเธอจะระบุว่าตนเองเป็นหญิงและดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นผู้หญิงมาเป็นระยะเวลายาวนานเพียงใด ไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้หญิงในสายตาของคนแปลกหน้ามากเพียงใด ไม่ว่าเธอจะมีสรีระทางกายเป็นหญิงเพียงใด ในหลาย ๆ ประเทศ รวมไปถึงบางประเทศในเอเชีย คนข้ามเพศที่ผ่านการทำศัลยกรรมแปลงเพศแล้ว สามารถเปลี่ยนสถานภาพทางกฎหมายได้ และสามารถดำเนินชีวิตตามเพศสรีระที่ตนเลือก รวมไปถึงสามารถแต่งงานและเลี้ยงดูบุตรได้ ในบางประเทศเช่นสหราชอาณาจักร ได้มีการรับรองสิทธินี้ให้แก่บุคคลที่ไม่แม้แต่ผ่านการทำศัลยกรรมหรือรับฮอร์โมน แต่ในประเทศไทย ผู้หญิงประเภทสองยังคงมีสถานะเป็นชายทางกฎหมาย และสามารถแต่งงานได้เฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น ผู้หญิงประเภทสองไม่สามารถแต่งงานกับผู้ชายได้ พิธีสมรสที่ผู้หญิงประเภทสองมีร่วมกับคู่ครองของตนไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายแต่อย่างใด การวิจัยของเราพบว่าผู้หญิงประเภทสองไทยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด (มากกว่าร้อยละ 90) ชอบผู้ชาย ดังนั้นการขาดสิทธิในการที่จะเปลี่ยนสถานภาพทางกฎหมาย ในทางปฏิบัติแล้วเป็นการปฏิเสธสิทธิของผู้หญิงประเภทสองในการที่จะแต่งงาน และสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทางจิตใจ ทางการเงิน และทางกฎหมาย รวมไปถึงโอกาสที่จะมีชีวิตครอบครัว ซึ่งอาจรวมไปถึงการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองใน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้เป็นภาคีสนธิสัญญา

 

ผมขอกล่าวเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องสถานะทางเพศ ประการแรก เรื่องการรับรองสิทธิที่จะสมรส ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ข้อ 23 ย่อหน้า 2) ไม่ได้ระบุว่าการสมรสควรจะมีขึ้นระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ผลก็คือในประเทศไทยหรือประเทศใด ๆ ก็ตาม การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันจึงควรได้รับการรับรองตามสิทธินั้น ประการที่สอง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ข้อ 24) ระบุว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการจดทะเบียนทันทีภายหลังการเกิด และต้องมีชื่อ แต่ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า จะต้องมีการจดทะเบียนเพศของเด็ก นัยยะก็คือ รัฐบาลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งประเทศไทย ควรจะปฏิบัติตามข้อบังคบที่ปรากฏอยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยไม่ให้มีการระบุเพศในเอกสารของประชาชนของตนต้องมี ผมคิดว่าความคิดนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

เสรีภาพแห่งการแสดงออก

 

อุปสรรค์ที่ผู้หญิงประเภทสองไทยต้องเผชิญ ทั้งในเรื่องของการปกป้องความเป็นส่วนตัว การมีอาชีพที่เหมาะสมและมั่นคง การสมรสและสร้างครอบครัว เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้รับรองสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก ดังที่ระบุไว้ว่า สิทธินี้มี ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น และการรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน (ข้อ 19 ย่อหน้า 3) ผมไม่คิดว่าเสรีภาพแห่งการแสดงออกในเรื่องเพศสภาพของบุคคลจะละเมิดต่อสิ่งต่าง ๆเหล่านี้แต่อย่างใด

 

เพราะเหตุใดการละเมิดสิทธิเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่?

 

เพราะเหตุใดความไม่ยุติธรรมเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่? เหตุผลประการหนึ่งอาจอยู่ที่ วัฒนธรรมด้านสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้รับการปลูกฝังเท่าที่ควรในประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ขอกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาสองฉบับนี้ตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2542 ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับเรื่องผู้หญิงประเภทสองแต่กับชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ในประเทศไทย

 

อีกประการหนึ่งคือ ในประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศในเอเชียประเทศอื่นๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิของคนข้ามเพศมักอยู่ภายใต้การต่อสู้เพื่อสิทธิของเกย์และเลสเบี้ยน คนข้ามเพศไทยที่ผมได้คุยด้วยกล่าวว่าเหตุนี้เองบางครั้งทำให้กรณีเฉพาะสำหรับคนข้ามเพศถูกมองข้ามไป

 

แต่การต่อสู้กับการเลือกปฏิบัตินั้นจำเป็นก็ต่อเมื่อการเลือกปฏิบัตินั้นเป็นปัญหา ดังนั้นเหตุผลประการที่สองคืออคติที่คนไทยโดยทั่วไปมีต่อคนข้ามเพศส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติ

 

ผมคิดว่าอคติบางอย่างอาจเกิดขึ้นจากการทำให้การเบี่ยงเบนอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเรื่องของการเป็นโรค เป็นอาการทางจิต คือ ความเชื่อที่ว่าคนข้ามเพศมีสภาพจิตไม่ปรกติหรือป่วย ผมขอย้อนไปถึงการศึกษาวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2545 และ 2546 เกี่ยวกับทัศนคติและความเชื่อของนักศึกษาที่มีต่อผู้หญิงประเภทสอง เราพบว่านักศึกษาในงานวิจัยเป็นจำนวนมากมีความเชื่อเกี่ยวกับความเบี่ยงเบนทางเพศเป็นโรค (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 4

 

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่นักศึกษาในงานวิจัยได้ความคิดเช่นนี้มาจากไหน แต่ประเด็นคือ นักศึกษามีแนวโน้มที่จะแสดงทัศนคติอันเป็นอคติต่อผู้หญิงประเภทสอง มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการสังคมกับผู้หญิงประเภทสอง ปฏิเสธความคิดที่ว่าควรจะมองผู้หญิงประเภทสองว่าเป็นหญิงและปฏิบัติต่อผู้หญิงประเภทสองอย่างผู้หญิง ในประเด็นเดียวกันนี้ เราได้ผลการวิจัยอย่างเดียวกันในประเทศอื่นอีกหกประเทศทั้งประเทศในเอเชียและประเทศตะวันตกที่เราศึกษาวิจัย

 

ในประเทศตะวันตก ความคิดที่ว่าคนข้ามเพศมีสภาพจิตไม่ปรกติตามธรรมชาตินั้น ได้รับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในกรณีของการรักเพศเดียวกัน การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นโรคและอคติเป็นเหตุผลที่ทำให้ยิ่งต้องมีการโจมตีความคิดเช่นนี้ ผู้หญิงประเภทสองไทยน่าจะได้รับประโยชน์จากผลของการต่อสู้นี้

 

  

ตารางที่ 1 ทัศนคติ ความเชื่อ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 216 คน ที่มีต่อผู้หญิงประเภทสอง

(ร้อยละแสดงทัศนคติแต่ละด้าน) (การวิจัยในปี พ.ศ. 2545 และพ.ศ. 2546 ร่วมกับ นงนุช โรจนเลิศ และกุลธิดา มณีรัตน์)

ข้าพเจ้าไม่สามารถยอมรับได้ถ้าลูกชายของข้าพเจ้ากลายเป็นผู้หญิงประเภทสอง: ร้อยละ 49

ข้าพเจ้าไม่สามารถยอมรับได้ถ้าลูกชายของข้าพเจ้ามีคนรักเป็นผู้หญิงประเภทสอง: ร้อยละ 32

ผู้หญิงประเภทสองเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ: ร้อยละ 50

 

ตารางที่ 2 ทัศนคติ ความเชื่อ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 216 คน ที่มีต่อผู้หญิงประเภทสอง

(ร้อยละแสดงทัศนคติแต่ละด้าน) (การวิจัยในปี พ.ศ. 2545 และพ.ศ. 2546 ร่วมกับ นงนุช โรจนเลิศ และกุลธิดา มณีรัตน์)

ไม่ควรอนุญาตให้ผู้หญิงประเภทสองสมรสกับผู้ชายได้: ร้อยละ 28

ข้าพเจ้าไม่สามารถยอมรับครูที่เป็นผู้หญิงประเภทสอง: ร้อยละ 16

ไม่ควรอนุญาตให้ผู้หญิงประเภทสองทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก: ร้อยละ 13

 

ตารางที่ 3 ความคิดเห็นของผู้หญิงประเภทสอง 225 คนเกี่ยวกับผลกระทบของอัตลักษณ์ทางเพศที่มีต่อโอกาสในการได้รับการจ้างงาน

(ร้อยละที่เชื่อว่าการเป็นผู้หญิงประเภทสองมีผลเสียต่อโอกาสของตน) (การวิจัยในปีพ.ศ. 2548 ร่วมกับ Liselot Vink)

โอกาสในการได้งานทำของข้าพเจ้า: ร้อยละ 22

ตำแหน่งงานที่ข้าพเจ้าสามารถเลือกได้: ร้อยละ 29

โอกาสในการรักษาตำแหน่งงาน: ร้อยละ 15

โอกาสในการได้รับการเลื่อนตำแหน่งของข้าพเจ้า: ร้อยละ 18

 

ตารางที่ ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อโรคทางจิตและความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ

(ร้อยละที่เห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้)

ผู้หญิงประเภทสองเป็นชายที่มีความผิดปรกติทางจิตใจ: ร้อยละ 51

ผู้หญิงประเภทสองมีจิตไม่ปรกติ: ร้อยละ 13

ผู้หญิงประเภทสองควรได้รับความช่วยเหลือในการบำบัดจิต: ร้อยละ 28

ผู้หญิงประเภทสองมีบุคลิกภาพแปรปรวน: ร้อยละ 31

 

 

Home