A commentary by Sam Winter

English: For me personally the statement is important for three reasons. First, it correctly situates psychopathologisation at one end of a chain leading through stigma, prejudice and discrimination, marginalisation and exclusion, and finally (for far too many transpeople) to ill-health and death. Second, it cites psychopathologisation as a force which can create stigma, not simply reinforce stigma that is already present. Third, it decries the psychopathologisation of gender variance overall(not simply gender identity variance) and therefore should (in my view) be interpreted as a call for the de-psychopathologisation of cross-dressing.

There is another reason why this statement is important. The WPATH Standards of Care appear to rest on an assumption that transgender people (being 'mentally disordered'!) cannot be trusted to make their own informed decisions about their own health care. It seems to me that the way is now open for WPATH, which is committed to revising its Standards of Care in the next few years, to start thinking about a more patient-centred informed consent model.
 

Thai โดยส่วนตัวของผมแล้ว แถลงการณ์นี้มีความสำคัญสามอย่าง อย่างแรก คือ แถลงการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการถูกจัดเป็นความเจ็บป่วยทางจิตมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไปถึงการตีตรา อคติ และการเลือกปฏิบัติ การกีดกันแบ่งแยก และท้ายสุดคือ การเสียสุขภาพและชีวิต (สำหรับ TG จำนวนมาก) . อย่างที่สอง แถลงการณ์นี้ระบุว่า การถูกจัดเป็นความเจ็บป่วยทางจิตนั้นเองที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการตีตรา ไม่ใช่เพียงแค่ไปตอกย้ำการตีตราที่มีอยู่แล้ว อย่างที่สาม แถลงการณ์นี้ตำหนิการจัดความแตกต่างทางเพศสภาพโดยรวมให้เป็นความเจ็บป่วยทางจิต (ไม่ใช่แต่เฉพาะความแตกต่างของอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ) และ (ในความเห็นของผม) จึงควรถูกตีความได้ว่าเป็นการเรียกร้องให้เลิกการจัดการแต่งตัวข้ามเพศเป็นความเจ็บป่วยทางจิตด้วย. ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมแถลงการณ์นี้มีความสำคัญ มาตรฐานการดูแลของ WPATH ที่ผ่านมานั้นดูเหมือนว่าจะตั้งอยู่บนแนวความคิดที่ว่า TG (ซึ่ง 'ผิดปกติทางจิต'!) ไม่สามารถได้รับความไว้วางใจให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของตนได้อย่างมีเหตุมีผล ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าในตอนนี้ แนวทางใหม่ได้เปิดขึ้นแล้วสำหรับ WPATH (ซึ่งมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงมาตรฐานการดูแล) ที่จะเริ่มคิดเกี่ยวกับรูปแบบการดูแลที่ถือเอาผู้ได้รับการดูแลนั้นเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้ให้การยินยอมด้วยตนเองอย่างมีข้อมูลพร้อมต่อการดูแลต่างๆ